Doctor Sleep สืบสานตำนานหนังสยองขวัญจาก The Shining

3 คลิปสัมภาษณ์ Doctor Sleep การเชื่อมโยงระหว่างนิยายของ สตีเฟ่น คิง  และหนังของ สแตนลีย์ คูบริค – the courageous
Doctor Sleep หลังจากภาพยนตร์ เรื่อง The Shining ปี 1980 โดยผู้กำกับอย่าง สแตนลี่ย์ คูบริก ได้สร้างตำนาน เป็นหนังสยองขวัญตลอดกาล จวบจนถึงปัจจุบัน ในระยะเวลากว่า 39 ปี ภาคต่อตำนานสยองขวัญ ได้เข้าฉายในขื่อว่า Doctor Sleep จากฝีมือการกำกับของ ไมค์ ฟลานาแกน ผู้ที่มีผลงานอย่าง Gerald ‘s Game สายหนังสยองขวัญอย่างเขา ทำให้เขาได้มีโอกาสได้ หยิบงานระดับตำนาน นิยายชื่อดังของ สตีเวน คิง มาเล่าต่อจากเดิม เรื่องราวได้พูดถึง แดนนี่ นำแสดงโดย ยวน แม็คเกรเกอร์ ในวัย 30 ชีวิตที่เหลว พยายามที่จะหนี จากพลังวิเศษที่เขามี แต่แล้วพลังวิเศษได้นำเขากลับไป สถานที่เป็นฝันร้ายสำหรับเขา และเป็นสิ่งที่ ทำให้ขีวิตของเขาเปลี่ยนไป จนถึงปัจจุบันที่เขาเป็น ภายในเรื่องมีฉาก ที่เคารพของเก่า ตัวละครจากภาคก่อน รวมถึงฉากต่าง ๆ มีมาให้เห็นด้วยในเรื่องนี้ ในเรื่องจะโฟกัสพลังวิเศษมากขึ้น จะทำให้เห็นโลกของผู้มีพลังวิเศษ ที่ปะปนอยู่กับคนทั่วไปในสังคม ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป หนังเรื่องนี้จึงถูกสร้างมา ให้เข้าถึงผู้ชมตามยุคสมัย เลยทำให้เรื่องนี้ดูง่าย มากกว่าภาคเก่า

สิ่งที่ Doctor Sleep แตกต่างไปจาก เดอะไชนิง

ด้วยระยะเวลากว่า 39 ปี ด้านภาพและเทคนิค ย่อมมีการพัฒนามากขึ้นแล้ว ยังมีสิ่งที่หนังได้ขยายคำว่า “พลังวิเศษ” มากขึ้น ภายในเรื่องพูดถึงโลก ของคนมีพลังวิเศษ ที่ปะปนใช้ชีวิตร่วมสังคมกับผู้คนทั่วไป แต่กลุ่มคนที่มีพลังวิเศษ ก็ใช่ว่าจะมีด้านดีเสมอไป กลับมีกลุ่มที่คอยออกตามล่า คนที่มีพลังวิเศษ ที่คอยดูดพลังของผู้อื่นแลกมาด้วย ความเป็นอมตะ ทำให้พวกเขาต่างต้องคอยหลบซ้อนพลังเอาไว้ อารมณ์ของหนังมีความหลากหลายแฟนตาซี และแอ็คชั่นผสมเข้าไปด้วย ซึ่งจะแตกต่างจาก เดอะไชนิง ที่เน้นไปทางสยองขวัญและจิตวิทยา ซึ่งดูมีความคลาสสิค มากกว่าในภาคนี้ แต่ด้วยภาคนี้ทำให้คนที่ ไม่เคยดูเดอะไชน์นิ้ง สามารถดูรู้เรื่องได้ หนังยังได้บอกเล่าถึงเรื่องราว ในฉากสุดคลาสสิคลงไปด้วย ยิ่งทำให้ ผู้ที่หลงรักเดอะไชน์นิื่งนึกถึง ช่วงเวลาที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก ในวัยเด็กที่เราเติบโตมา ไมค์ ได้สร้างหนังเรื่องนี้ด้วยความคารวะ เจ้าของตำนานเนื้อเรื่องทั้งสองคนคือ สตีเวน คิง และ คูบริก แต่ด้วยข่าวในอดีตที่ทั้งสองทะเลาะกัน ในเรื่องของการตีตวามเนื้อเรื่อง ทำให้ ไมค์ ได้นำสิ่งที่ทั้งสองเสนอมาไม่าว่าจะเป็น นิยายและภาพยนตร์ มาผสมกันได้อย่างลงตัว แม้กระทั่งการวางเฟรม มุมกล้องต่างๆในเรื่องนี้ เป็นแบบที่คูบริกได้สร้างเอาไว้ นับว่าเป็นความแตกต่างที่ลงตัว ตามสไตล์การสร้างหนังคารวะ ที่ขึ้นหิ้งในอดีต ได้นำรผสมผสานเหล่านี้มาใช้ จนกลายเป็นสูตร ของหนังคารวะ สัญลักษณ์ที่ซ่อนอยู่ ภายในเรื่อง สิ่งที่ซ่อนอยู่นอกเหนือจากสัญญะแล้ว ยังมี Easter egg จากเดอะไชน์นิ้งเยอะสมควร ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้องหรือ สิ่งที่ตัวละครในภาคเก่าทำ อย่างฉากที่ แจ็ค โผล่หน้ามาที่รอยประตูแตก หรือฉาก Long take ตรงบรรได หนังจะพาให้เราเข้าใจความรู้สึก ของตัวละครที่พยายามหนี จากพลังวิเศษของตัวเอง ด้วยพลังของแดนนี่ ทำให้เขาสูญเสียครอบครัวไป เมื่อสมัยตอนที่เขายังเป็นเด็ก ในช่วงพาร์ทแรกของเนื้อเรื่องนั้น จะดูมีความเป็น สตีเวน คิง ที่มีการใส่แฟนตาซี พลังชนิดต่าง ๆ และเหยื่อของความรุนแรงจะเป็นเด็ก ด้วยสไตล์นิยายส่วนตัวของ คิง นั้นชอบใชเด็กเป็นเหยื่อของการกระทำของผู้ใหญ่ พอมาถ่ายถอดเป็นหนังแล้ว จะรับรู้ได้ถึงความรุนแรงแล้วสยดสยอง แต่พอช่วงพาร์ทหลังของเรื่อง 30 นาที สุดท้ายของเนื้อเรื่อง จะเข้าสู่โลกของ คูบริก สิ่งที่บ่งบอกความเป็นคูบริกนั้นก็คือ การใช้มุมของของภาพแบบ Perspective ทำให้เห็นความลึกของฉากแล้วตัวละครจะนำ สายตาของคนดูอยู่ตลอด และเทคนิคการแช่ภาพนิ่งเป็นเสมือน มุมมองคนดูเป็นพระเจ้า ที่กำลังนั่งดูตัวละครดำเนินเรื่อง รวมถึงซาวด์ประกอบ ได้เอาของเดิมมาใช้เพื่อเอาใจแฟนๆ ถ้าหากเป็นแฟนบอยเดอะไชน์นิ้งแล้ว ถ้าหากได้ยินเพลงเปิดตัวโรงแรมนั้น อาจทำให้น้ำตาไหลได้เหมือนกัน พอมาในภาคต่อนี้ เขาได้ผสมความแตกหักของทั้งสอง เรื่องทัศนคติในอดีตมารวมกัน เพื่อให้ภาคต่อนี้เป็นบทสรุปอันรอยร้าวของทั้งสอง อ่านต่อ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *