Crash, weather mar first 15 laps at Daytona 500

Daytona 500

Rain and lightning forced the Daytona 500 to go under a red flag after just 15 laps on Sunday. The storm hit as track workers were cleaning up after a 16-car wreck.

The crash occurred as the field went down the backstretch heading into Turn 3, when contact from behind by Christopher Bell sent Aric Almirola spinning into pole sitter Alex Bowman as they were trying to move into second place behind leader Kevin Harvick.

The crash involved Ryan Newman, Martin Truex Jr., Ryan Blaney, William Byron, Daniel Suarez, Matt DiBenedetto and Tyler Reddick, among others. So far, seven drivers have been confirmed to be done for the day: Almirola, Bowman, Suarez, Newman, Erik Jones, David Ragan and Derrike Cope. Cope, the 1990 Daytona 500 winner, crashed on Lap 3 following an apparent tire failure.

“We were just getting push too hard too early,” Almirola said, per NBC Sports. “It’s a long, long race. Man, we were in a fine position, just sitting there riding around in the top two, three and the 20 (Bell) just came with a big run and hit me really hard in a bad spot and it turned me to the right and tore up our race car and ended our Daytona 500 way too early.”

Before the race, 10 cars were move to the rear of the field after failing pre-race inspection UFA.

Among them was the No. 23 car driven by Bubba Wallace, which failed the inspection twice. Wallace was set to start sixth in the first NASCAR Cup race for his new team, 23XI Racing. Which is owned by Michael Jordan and Denny Hamlin.

Because of the multiple failures, car chief Greg Emmer ejected.

Wallace was the runner-up to Austin Dillon in the 2018 Daytona 500.

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ควรดูแลอย่างไร

ดูแลฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่เพิ่งติดใหม่

ดูแลฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่เพิ่งติดใหม่

1.อย่าเลื่อนกระจกรถขึ้น-ลง แม้ว่าเมื่อติดฟิล์มกรองแสงแล้วจะสามารถใช้ประโยชน์ในการลดความรุนแรงจากแสงแดดได้ทันที แต่การยึดติดของฟิล์มกับกระจกรถยังไม่ได้ยึดแน่นในทันที ซึ่งอาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ดังนั้นการเลื่อนกระจกรถขึ้น-ลงช่วงเวลานี้จึงอาจทำให้ฟิล์มลอกออกได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วผู้ติดฟิล์มมักแนะนำไม่ให้เลื่อนกระจกขึ้น-ลงประมาณ 7 วันหลังติดฟิล์ม

2.ไม่ต้องกังวลกับส่วนที่ขุ่นหรือเป็นคราบน้ำ

เมื่อติดฟิล์มกรองแสงใหม่ๆ สามารถเกิดลักษณะขุ่นรวมทั้งคราบน้ำระหว่างฟิล์มกับกระจก ซึ่งเมื่อมีสิ่งนี้เกิดขึ้นอย่าเพิ่งกังวลหรือทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาหรือคิดว่าเป็นความผิดพลาดจากการติดฟิล์ม เพราะเป็นเรื่องปกติและเกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น เนื่องจาก 2-3 วันแรกหลังติดฟิล์มใหม่ๆ กระจกอาจขุ่นเนื่องจากมีน้ำระหว่างฟิล์กรองแสงกับกระจกเพราะกวาดน้ำออกระหว่างการติดฟิล์มไม่หมด แต่แค่ทิ้งไว้ อย่างนั้นน้ำก็จะระเหยออกไปเองจากลักษณะของฟิล์มมีรูพรุนขนาดเล็ก

โดยระยะเวลาที่น้ำระเหยออกไปจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศอย่างความร้อน แสงแดดซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ฟิล์มแห้งเร็วขึ้น แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้เวลาประมาณ 2 วันขึ้นไป

3.อย่าเพิ่งทำความสะอาด

หากรู้สึกรถสกปรกและอยากล้างรถควรรอดทนรอไปก่อนอย่างน้อยสัก 1 วันหลังติดฟิล์มจึงทำความสะอาดภายนอกรถโดยการฉีดน้ำล้างได้ ในขณะที่กับภายในห้องโดยสารควรงดการเช็ดถูทำความสะอาดกระจกรถที่เพิ่งติดฟิล์มประมาณ 21 วันหรือ 3 สัปดาห์ ติดฟิล์มรถยนต์เชียงใหม่

กรมการขนส่งทางบกปรับปรุงข้อกำหนดฟิล์มกรองแสง สำหรับรถขนส่งผู้โดยสาร

พ.ร.บ.

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2543 เป็นต้นไป กฎกระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้รถตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสารที่มีจำนวนที่นั่งไม่เกิน 12 ที่นั่ง (รถตู้) ห้ามนำวัสดุอื่นใดมาติดหรือบังส่วนใดของบานหน้าต่างที่ทำด้วยวัสดุโปร่งแสงและที่กระจกกันลมหลัง ยกเว้นการติดฟิล์มกรองแสง แต่จะต้องติดตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คือ วัดค่าการผ่านของแสงรวมกระจกแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 40

ส่วนกระจกกันลมด้านหน้าสามารถติดฟิล์มกรองแสดงจากขอบกระจกบนลงมาได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของพื้นกระจก มิฉะนั้นจะมีความผิดตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการติดฟิล์มกรองแสงสามารถนำรถเข้ารับการตรวจวัดฟิล์มกรองแสงได้ที่ฝ่ายตรวจสภาพรถยนต์ กรมการขนส่งทางบก หรือที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ในวันและเวลาราชการ ฟิล์มติดรถยนต์

ฟิล์มเซรามิค ฟิล์มติดรถคุณภาพเยี่ยม

ฟิล์มเซรามิคติดรถยนต์

ก่อนที่จะไปรู้จัก ฟิล์มเซรามิคติดรถยนต์ มาทำความรู้จักฟิล์มติดรถยนต์ประเภทต่างๆ กันก่อน เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจเลือกซื้อฟิล์มที่ดีที่เหมาะสมกับคุณ สำหรับฟิล์มติดรถยนต์โดยทั่วไปนั้นมีด้วยกัน 5 ประเภท ดังนี้

1.ฟิล์มติดรถแบบสี

ฟิล์มที่ผ่านการย้อมสีให้มีสีแตกต่างกัน เช่น สีดำ สีเขียว สีฟ้า เพื่อให้มีคุณสมบัติในการกรองแสง มีราคาถูกแต่ความสามารถในการกันความร้อนต่ำ ทำให้ทัศนียภาพในการขับรถแย่เนื่องจากความมืดของฟิล์ม เมื่อใช้ไปนานๆ ความสามารถในการกันความร้อนจะค่อยๆ ลดลง

2.ฟิล์มติดรถผสมโลหะหรือฟิล์มปรอท

คือฟิล์มที่มีส่วนผสมของโลหะที่ช่วยกันความร้อนได้ดีกว่าฟิล์มสี เป็นฟิล์มเงาสะท้อนที่ช่วยให้มีความเป็นส่วนตัวในรถยนต์ได้มากกว่า แต่ฟิล์มปรอทนั้นเป็นฟิล์มที่ทำให้การส่งสัญญาณต่างๆ ของอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แย่ลง และก่อให้เกิดสนิมง่ายกว่า

3.ฟิล์มลูกผสม

คือฟิล์มที่นำสีมาผสมกับโลหะ ทำให้มีคุณสมบัติทั้งดีและไม่ดีของฟิล์มสีและฟิล์มโลหะคือเป็นฟิล์มสีที่สะท้อนแสงได้ ช่วยลดความร้อนได้ดี แต่เมื่อใช้ไปนานๆ ฟิล์มจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงทั้งยังมีทำให้การส่งสัญญาณจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ แย่ลง

4.ฟิล์มดำคาร์บอน (Carbon)

มีคุณสมบัติทนความร้อนสูง นำมาผ่านกระบวนการคัดกรองอนุภาคที่มีขนาดเล็กระดับนาโน จากนั้นนำมาเรียงบนแผ่นฟิล์มบางๆ ดังนั้นแผ่นฟิล์มที่เห็นจะมีสีดำสนิท จากนั้นนำมาวางเรียงตัวอยู่บนแผ่นโพลีเอสเตอร์ใสชนิดพิเศษจะทำให้ได้ฟิล์มกรองแสงสีดำที่มีคุณสมบัติใส พร้อมกับทนต่อความร้อนได้สูง ลักษณะภายนอกจะเป็นดำด้าน มองจากภายนอกรถจะไม่เห็น แต่หากมองจากด้านในรถจะเห็นภาพชัด อีกทั้งการส่งผลสัญญาณจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ก็ชัดเจน ไม่มีการปิดกั้นใดๆ

5.ฟิล์มดำเซรามิค (Ceramic)

ฟิล์มดำเซรามิคเกิดจากการนำเซรามิคมาผ่านกระบวนการคัดกรองอนุภาคที่มีขนาดเล็กระดับนาโน จากนั้นนำมาเรียงบนแผ่นฟิล์มบางๆ เหมือนกับฟิล์มคาร์บอน แท้จริงแล้วเซารามิคนั้นมีความใสเพราะทำจากแก้ว แต่ถูกนำมาผสมสีดำในขั้นตอนการผลิต ส่วนผสมต่างๆ นั้นทำให้ฟิล์มเซรามิคมีคุณสมบัติทนความร้อนสูง มีความเงากว่าฟิล์มคาร์บอน ทั้งยังมีคุณสมบัติที่ยอมให้คลื่นสัญญาณต่างๆ ผ่านไปอย่างง่ายดายอีกด้วย แต่ฟิล์มเซรามิคนั้นจะกรองแสง ความร้อน รังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากท่านสนใจติดฟิล์มเราขอแนะนำ ติดฟิล์มรถยนต์เชียงใหม่

ติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์ เลือกแบบไหนถึงจะดี

วิธีการเลือกซื้อ

วิธีการเลือกซื้อ ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ ที่จะช่วยป้องกันคุณจากรังสีอันตราย และขับขี่ได้อย่างปลอดภัย คุ้มค่า และใช้งานได้ยาวนาน

1. เลือกชนิดของฟิล์มกรองแสงรถยนต์

ฟิล์มกรองแสงมี 2 ชนิด คือแบบ non-reflective กับ ฟิล์มปรอท non-reflective แสงสะท้อน ป้องกันรังสี และไอร้อนได้ ด้วยการดูดซับความร้อนและรังสีไว้ในพื้นผิวของฟิล์ม ส่วนแบบ ฟิล์มปรอท จะทำหน้าที่ต่างกัน แทนที่จะดูดซับ ฟิล์มชนิดนี้จะสะท้อนรังสีและไอร้อนกลับออกจากตัวรถ ทำให้ชนิดหลังสามารถป้องกันรังสี และไอร้อนได้ดีกว่าแบบแรก ทำให้ภายในตัวรถเย็น

2. เลือกคุณสมบัติฟิล์มที่เหมาะกับรถคุณ

ให้ดูที่ค่า VLT หรือ Visible Light Transmission ซึ่งเป็นค่าวัดปริมาณแสงที่สามารถผ่านฟิล์มเข้ามาสู่ตัวรถได้ โดยค่า VLT ยิ่งต่ำ กระจกรถของคุณก็จะยิ่งใส โดนค่าสูงสุดอยู่ที่ 100% กล่าวคือแสงสามารถส่องผ่านได้ 100% โดยฟิล์มที่มีค่า VLT ต่ำสุดที่วางขายอยู่ในท้องตลาดอยู่ที่ 5% อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปคนมักจะติดอยู่ที่ 20 – 70 % VLT

เวลาเลือกปกติ จะดูจากความทึบของฟิล์ม ซึ่งโดยปกติจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ คือ 40% 60% และ 80%

  • ความทึบ 40% หมายความว่า แสงสามารถส่องผ่านได้ราวๆ 60% ทำให้เนื้อฟิล์มนี้มีความใส ข้อดีคือ สามารถมองเห็นถนนและวิวได้ชัดเจน เหมาะกับคนที่ชอบขับรถตอนเช้าตรู่ หรือเวลากลางคืน
  • ความทึบ 60% หมายความว่า แสงสามารถส่องผ่านได้ราวๆ 40% ฟิล์มประเภทนี้จะสามารถกันความร้อนได้ดีกว่าประเภทแรก แม้ว่าทัศน์วิวในการมองเห็นตอนกลางคืนอาจจะไม่ชัดเจนเท่าแบบแรก แต่คนส่วนใหญ่นิยมติดฟิล์มที่ระดับนี้อย่างมาก แต่ไม่แนะนำหากคุณขับกลางคืนบ่อยๆ
  • ความทึบ 80% หมายความว่า แสงสามารถส่องผ่านได้ราวๆ 20% ฟิล์มประเภทนี้จะสามารถกันความร้อนได้ดีที่สุดแต่จะมีสีที่เข้มอย่างมาก จนอาจทำให้ทัศนวิสัยในการขับรถหรือการมองเห็นไม่ดีนัก โดยส่วนมากแล้วมักติดเฉพาะกระจกด้านข้าง เพื่อกันแสงแดดและความร้อนเท่านั้น

3. ระวังฟิล์มของปลอม

เวลาเห็นคำว่า “Made in the USA” หลายคนจะรู้สึกดีขึ้นกับแบรนด์มาโดยอัตโนมัติ แต่ความจริงแล้ว ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่มีขายอยู่ในตลาดกว่า 90% ไม่ได้ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นเมื่อเห็นคำนี้บนฟิล์มกรองแสงคุณควรจะระวังเป็นพิเศษ

4. ซื้อและติดตั้งจากตัวแทนจำหน่าย

มีอู่ซ่อมรถหลายแห่งที่สลับฟิล์มแท้กับฟิล์มเทียมในระหว่างการติดตั้งโดยเจ้าของรถอาจไม่รู้ตัว ดังนั้นเมื่อช่างกำลังติดตั้งคุณควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นฟิล์มแท้แน่นอน หากคุณไม่อยากปวดหัว ให้ทำการซื้อและติดตั้งแต่ศูนย์ตัวแทนจำหน่ายฟิล์มติดรถยนต์โดยตรง แม้ว่าจะราคาสูงหน่อย แต่เมื่อเทียบกับทัศนะวิสัยการขับขี่ที่ดี ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

สำหรับมือใหม่ที่อยากจะรู้ วิธีการเลือกซื้อ การเลือกที่ติดฟิล์มรถยนต์ ที่มีประสิทธิภาพสูง ราคาถูกนั้นเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก วันนี้แนะนำ ติดฟิล์มรถยนต์เชียงใหม่

ฟิล์มติดรถยนต์ 4 ประเภท ที่เหมาะกับรถคุณ

การนำรถไปติดฟิล์มติดรถยนต์

การนำรถไปติดฟิล์มติดรถยนต์ หลายๆคนก็อาจจะไม่ค่อยแน่ใจว่าควรเลือกฟิล์มติดรถยนต์แบบไหนเพราะมีให้เลือกหลากหลายแบบมาก การเลือกฟิล์มติดรถยนต์ ค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่แล้วแต่ความชอบ ต้องดูด้วยว่าฟิล์มแต่ละแบบมีคุณภาพคงทนมากน้อยแค่ไหน

วันนี้จึงนำเอาประเภทของฟิล์มติดรถยนต์ยนต์ทั้ง 4 ประเภทมาฝากกัน เพื่อดูว่าในแต่ละแบบมีคุณสมบัติอะไรและมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร เป็นตัวช่วยเพื่อนๆสามารถเลือกฟิล์มติดกระจกที่เหมาะกับรถ กับlifestyle ของท่าน

  1. ฟิล์มติดรถยนต์ธรรมดา (Dyed Car Tint)

ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้ถือว่าเป็นฟิล์มที่มีราคาถูกที่สุด และมีคุณภาพเบสิคที่สุด โดยจะมีการแทรกชั้นเคลือบสีไว้ที่ระหว่างชั้นกาวใส และก็ชั้นนอกกันรอยขีดข่วน ท่านสามารถเลือกระดับการปกป้องรังสียูวีได้ตั้งแต่ 5%-50%

ทำให้ข้อดีของฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ มีราคาน่าคบ สามารถกันแสงยูวีได้ในระดับที่ถือว่าโอเค มีสีเข้มเมื่อมองจากภายนอก แต่ฟิล์มประเภทนี้อาจจะหลุดลอกได้ตามกาลเวลา หรือมีฟองอากาศแทรกตัวเข้าไปด้านในทำให้กระจกรถยนต์ดูไม่สวย ด้วยคุณสมบัติที่จะดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้เพียงส่วนหนึ่ง ก็ยังดูดซับความร้อนได้ไม่มีประสิทธิภาพหากอยู่ในอากาศเมืองไทย

  1. ฟิล์มปรอท (Metallic Car Tint)

ฟิล์มประเภทนี้ จะแทรกแผ่นฟิล์มเคลือบไอโลหะไว้ที่ตรงกลาง ซึ่งจะมีความสามารถในการกันแสง uv และสะท้อนความร้อนออกไป โดยเมื่อติดฟิล์มลงบนรถยนต์แล้ว ฟิล์มกรองแสงแบบนี้จะมีหน้าตาคล้ายกระจกเงาที่คนข้างนอกจะมองเข้าไปในตัวรถไม่ได้เลยในเวลากลางวัน แต่กลางคืนจะสามารถมองเข้าไปได้ สามารถกันแสงได้มากตั้งแต่ 60%-90% และกันความร้อนได้ตั้งแต่ 35%-90%

ข้อเสียของฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ คือ ลักษณะเงาวับด้านนอกอาจจะไม่ได้เข้ากับรสนิยมของคนทุกคน รวมถึงแผ่นฟิล์มเคลือบโลหะอาจจะเข้ามารบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ  GPS หรือสัญญาณวิทยุ นอกจากนี้ก็จะมีราคาที่แพงกว่าฟิล์มกรองแสงธรรมดาแน่นอน

  1. ฟิล์มคาร์บอน (Carbon Car Tint)

ฟิล์มติดรถยนต์แบบคาร์บอนจะไม่ได้มีชั้นฟิล์มโลหะแทรกอยู่ ทำให้ไม่มีปัญหากับเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือหรือระบบ GPS โดยฟิล์มคาร์บอนจะมีลักษณะมืดและมีเนื้อด้าน เมื่อนำไปติดบนรถยนต์ทำให้ดูมีรสนิยม โดยฟิล์มคาร์บอนสามารถกันแสงอินฟราเรดได้ถึง 40% ทำให้ปกป้องรถจากความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง แล้วก็สามารถกันรังสี UVA และ UVB ได้มากถึง 99% แม้ข้อดีเยอะแยะขนาดนี้ แต่แน่นอนว่า ฟิล์มกรองแสงคาร์บอนย่อมมาพร้อมกับราคาที่สูงมาก

  1. ฟิล์มเซรามิค (Ceramic Car Tint)

ฟิล์มติดรถยนต์แบบเซรามิคจะเป็นการแทรกฟิล์มบางๆด้วยวัสดุเซรามิกเข้าไป ทำให้สามารถกันการแผ่รังสี UV ได้มากถึง 50%-70% กันความร้อนได้ 70% และกันแสงอินฟราเรดได้มากถึง 97% ฟิล์มกรองแสงชนิดนี้ จะไม่สะท้อนเป็นกระจกเงา สีไม่ซีด ไม่กันสัญญาณโทรศัพท์และบล็อกรังสี UV ลดแสงสะท้อนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีฟิล์มชนิดนี้ก็มีราคาแพงมากๆ

สนับสนุนโดย ติดฟิล์มรถยนต์เชียงใหม่